ดื่มกาแฟแล้วปวดอึ! ความลับอยู่ที่ "แก้วแรกของวัน" ดื่มอย่างไรไม่ให้ลำไส้ปั่นป่วน

ดื่มกาแฟแล้วปวดอึ! ความลับอยู่ที่ "แก้วแรกของวัน" ดื่มอย่างไรไม่ให้ลำไส้ปั่นป่วน ลดการรบกวนทางเดินอาหาร
สำหรับคอกาแฟหลาย ๆ คน สิ่งแรกที่โหยหาทันทีหลังลืมตาตื่นนอนก็คือ "กาแฟสักแก้ว" เพื่อปลุกความสดชื่น แต่หลายคนมักจะมีปัญหาหลังดื่มกาแฟแล้วลำไส้เริ่มปั่นป่วนจนต้องรีบวิ่งแจ้นเข้าห้องน้ำทุกที โดยเฉพาะคนที่เป็น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS)
ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเปิดเผยความลับของ "กาแฟแก้วแรก" พร้อมคำแนะนำที่ว่า ทำไมคุณถึงควรหาอะไรรองท้องก่อนดื่มกาแฟ และช่วงเวลาไหนที่ควรสับสวิตช์หยุดดื่มเพื่อไม่ให้ร่างพัง!

ไขความลับ! ทำไมดื่มกาแฟแล้วชอบปวดมวนท้อง-อยากเข้าห้องน้ำ?
แชนนอน ลาเวอรี (Shannon Lavery) นักกำหนดอาหาร ได้อธิบายผ่านสื่อ Taste.com.au ว่า ทันทีที่เราดื่มหรือกินอะไรก็ตาม (ยกเว้นน้ำเปล่า) กระเพาะอาหารจะขยายตัวขึ้น และจะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารออกมาทันที
หลายคนคิดว่า "ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนไปดื่มกาแฟดีแคฟ (Decaf) จะรอดไหม?" บอกเลยว่า คิดผิด! เพราะไม่ว่าจะเป็นกาแฟแบรนด์ไหน แบบมีคาเฟอีนหรือไม่มีคาเฟอีน ต่างก็กระตุ้นการผลิตกรดในกระเพาะได้ดุดันไม่แพ้กัน
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อดื่มกาแฟตอน "ท้องว่าง":
-
ไม่มีตัวช่วยซับกรด: เมื่อไม่มีอาหารอื่นอยู่ในกระเพาะเลย กรดที่หลั่งออกมาจะเข้ากัดและระคายเคืองเยื่อบุโดยตรง ทำให้เกิดอาการปวดมวนและไม่สบายท้อง
-
เสี่ยงกรดไหลย้อน: คาเฟอีนมีฤทธิ์ทำให้หูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว กรดจึงไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย
-
ลำไส้บีบตัวเฉียบพลัน: กาแฟจะเข้าไป "กระตุ้นการหดตัวของระบบทางเดินอาหาร" ซึ่งกระบวนการนี้จะรุนแรงและชัดเจนที่สุดเมื่อท้องเรายังว่าง ส่งผลให้เกิดอาการปวดอึทันทีนั่นเอง
-
ใจสั่น วิตกกังวล: การดื่มตอนท้องว่างทำให้คาเฟอีนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนมีอาการมือสั่น ใจสั่นตามมา
แต่คอกาแฟสบายใจได้ เพราะผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้อันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพโดยรวม แค่สร้างความรบกวนให้ชีวิตประจำวัน ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคือ "หาอะไรกินรองท้องก่อนจิบกาแฟ"

เปิดตารางเวลาดื่มกาแฟ: ช่วงไหนดีที่สุด และ 3 ช่วงเวลาที่ "เสียของ"!
นอกจากเรื่องท้องว่างแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ "ฮอร์โมนคอร์ติซอล" (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดที่ช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นตัวตามธรรมชาติ ซึ่งปกติร่างกายจะหลั่งออกมาสูงสุดในช่วงเช้าหลังตื่นนอน หากเราซ้ำด้วยกาแฟในช่วงนี้ คาเฟอีนจะยิ่งดันคอร์ติซอลให้สูงเกินไป จนฮอร์โมนเสียสมดุล
เวลาทองคำที่ควรดื่มกาแฟที่สุดคือ: 09.30 - 11.30 น. (โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.30 น.) เพราะเป็นช่วงที่ระดับคอร์ติซอลลดต่ำลงมาแล้ว คาเฟอีนจะเข้าไปทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและสดชื่นแบบเต็มร้อย
คอกาแฟบ่ายต้องรู้! ทำไมต้อง "ตัดใจ" เลิกดื่มหลังบ่าย 2 ตรง
สำหรับสายออฟฟิศที่ชอบเติมคาเฟอีนช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ เพื่อแก้ล้า แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยการนอนตาค้างจ้องเพดานทั้งคืน มีคำเตือนจาก ดร. ไนฮัต อาลิฟ (Dr. Nighat Arif) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรีและผู้วางแผนครอบครัวในสหราชอาณาจักร ได้เผยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไว้ว่า...
"ตามนาฬิกาชีวิต ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่า อะดีโนซีน (Adenosine) สะสมขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวันเพื่อส่งสัญญาณให้เราง่วงนอน แต่ความร้ายกาจของคาเฟอีนคือ มันจะเข้าไปเลียนแบบโมเลกุลของอะดีโนซีน แล้วเข้าไปเสียบล็อกในสมองเหมือนจิ๊กซอว์ ทำให้สมองโดนหลอกและไม่รู้สึกง่วงอีกต่อไป"
ดังนั้น คุณหมอจึงแนะนำว่า เวลาบ่าย 2 โมงตรง (14.00 น.) คือเวลาที่คุณควรวางแก้วกาแฟลง เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้สะสมฮอร์โมนแห่งความง่วงตามธรรมชาติ และช่วยให้คุณเข้านอนได้อย่างราบรื่นในช่วงกลางคืน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


